เกี่ยวกับเรา / About Us
โรงเรียนอนุบาลหลานย่าโม  39/2 หมู่ 5 ตำบลโพธิ์กลาง  อ.เมือง นครราชสีมา 30000  โทรศัพท์/โทรสาร 044-358148   ครูเปิ้ล 094-6642431  
LarnYaMo Kindergarten School  39/2 Mu 5 Tumbon Phoklang  Amphur Muang Nakornratchasima 30000 Tel/Fax 044-358148  mobile 094-6642431 (teacher Ple)
อำนวยการสอนโดย คุณครูวาสนา  หรั่งเล็ก (คุณครูแจ๊ด)  / สร้างสรรค์เวปโดย คธา หรั่งเล็ก
Director by Teacher Vassana Ranglak (Kru Jazz) / Web creative by Khathar Ranglak
พิกัด GPS 14 55'06.8"N  102 05'23.6"E



















การจัดการศึกษาแนวพุทธ
Buddhism Path Education

  เกิดจากแนวทางของท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)  ที่ต้องการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้ง พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา โดยการประยุกต์ธรรมะอันสูงสุด เข้าสู่กระบวนการพัฒนาคนตั้งแต่เด็ก เพื่อพัฒนาคนกันเสียใหม่  ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือไตรสิกขาในพุทธศาสนา
    การจัดการศึกษาจะมุ่งเน้นที่ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทั้ง 4  คือ มนุษย์ สังคม ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ที่จะดำรงอยู่ด้วยกัน เกื้อหนุนกันโดยที่ไม่มีการเบียดเบียน และเอื้อประโยชน์ต่อกัน และในปัจจุบันได้นำภูมิปัญญาไทยมาบูรณาการด้วย

ด้านพฤติกรรม
    เด็กๆจะต้องฝึกมารยาท การอยู่กับผู้อื่น การพูดที่มีหางเสียงไพเราะ การกราบ  กราบพระ... กราบอย่างไร การนั่งพับเพียบ การกราบผู้ใหญ่ กราบคุณพ่อคุณแม่ การยืนสวัสดี
    ในเรื่องของการดูแลความสะอาด การขัด การเช็ด การถู การกวาดพื้นห้อง การทำความสะอาดจานอาหาร โต๊ะอาหาร ทั้งทางด้านของที่เป็นส่วนตัว ของที่เป็นส่วนรวม ทั้งของในกระเป๋าของตนเอง รวมทั้งของที่ใช้ศึกษาในห้องเรียนของตนเองด้วย การฝึกพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
ด้านจิตใจ
    การฝึกจิตใจของเด็กๆ นั้นจะส่งผลมาจากพฤติกรรม คือตัวเด็กๆมีความอ่อนน้อม มีความอ่อนโยน มีความนุ่มนวลมากขึ้น ที่สำคัญคือมีบรรยากาศที่สงบเกิดขึ้นในโรงเรียน เนื่องจากคุณครูได้แทรกกิจกรรมการแผ่เมตตา ลักษณะการแผ่เมตตาขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละวัย คุณครูจะดูที่ความสามารถของเด็กเป็นหลัก
    คุณครูก็จะสร้างเรื่องจิตใจความกตัญญูกตเวทีต่อคุณพ่อ คุณแม่ ผู้มีพระคุณต่างๆ สอนให้เด็กๆนึกถึงสิ่งที่คุณครูในห้องของตนเองนั้นได้ทุ่มเท ได้เสียสละ ได้ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก และให้รำลึกถึงพระคุณของคุณครูด้วย อีกทั้งยังปลูกฝังเรื่องความรัก ความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนหรือผู้อื่น
    การฝึกให้เด็กๆเห็นคุณค่าและดูแลธรรมชาติรอบตัว ซึมซับกับการอยู่อย่างสุขแบบง่ายๆ สอนให้เด็กๆเข้าใจวัฏจักรของการอยู่อย่างเกื้อกูลของธรรมชาติ เป็นการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน กระทั่งเด็กซึมซับความรักในธรรมชาติแบบไม่รู้ตัว สุขเป็นก็เป็นสุข
ด้านปัญญา
   คุณครูจะฝึกให้เด็กๆ ได้เลือกเสพบริโภค จะสอนว่าอะไรคือสิ่งที่มีประโยชน์ อะไรคือสิ่งที่ไม่มีประโยชน์  ฝึกให้เด็กๆสรุป วิเคราะห์ ในแต่ละช่วงของกิจกรรมที่เกิดขึ้น ว่าเด็กๆได้ทำอะไรไปบ้าง เกิดประโยชน์อะไรแก่ตนเองบ้าง มีคำถามอะไรเกิดขึ้นบ้าง ใครจะช่วยตอบได้ หรือเราไปหาคำตอบได้อย่างไร
   การฝึกสรุป วิเคราะห์การกระทำของตนเอง ว่าวันนี้เราได้ทำอะไรที่ดีๆไปบ้าง แล้วสิ่งที่เราจะทำดีต่อไปคืออะไร
แล้วนำมาสรุปร่วมกัน การทำงานร่วมกันเป็นทีม ข้อที่เขาควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป รวมทั้งการระลึกทบทวนในแต่ละวันที่ผ่านมาของเด็กๆและมีการขอบคุณ ขอโทษ ชมเชยเพื่อน มีการปวารณาตนในการที่จะทำความดี และละเว้นการทำความชั่วในวันต่อๆไป เป็นเช่นนี้ทุกๆวัน

พหุปัญญา
Multiple intelligence


     โรงเรียนของเราเชื่อว่าเด็กๆทุกคนมีความฉลาด มีความเป็นอัจฉริยะทุกคน เพียงแต่ว่าจะเป็นด้านไหนเท่านั้นเอง คุณครูและผู้ปกครองจะต้องช่วยกันค้นหาอัจฉริยภาพนั้นให้พบ โดยประยุกต์หลักพหุปัญญาของ ดร. Howard Gardner ตามความเหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็กๆในแต่ละวัยดังนี้
Step I อนุบาลชั้นปีที่ 1
    1. Linguistic Intelligence (นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย) การฟัง - พูด - อ่าน ใช้เหตุผล ความจำ สอดแทรกไปกับการสื่อสารผ่านภาษา
    2. Bodily Kinesthetic Intelligence พัฒนาการใช้ร่างกายและการเคลื่อน ไหว วัยนี้เด็กๆชอบปลดปล่อยพลังงานออกจากร่างกายด้วยการออกแรง
   3. Musical Intelligence สนุกกับดนตรีลีลา วัยนี้ดนตรี เป็นเครื่องมือเติมเต็มสุนทรียภาพให้จิตใจเด็กๆ
Step II อนุบาลชั้นปีที่ 2
   4. Interpersonal Intelligence สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (นักเรียน อ.2 และ อ.3 โรงเรียนของเราจะจัดแยกห้องเรียนใหม่ทุกปี) นักเรียน อ.1 จะผ่านการปรับตัวจากทางบ้าน --> โรงเรียน นักเรียน อ.2 เป็นวัย ที่ต้องปรับตัวทำความเข้าใจความรู้สึกต่อตนเองและผู้คนรอบข้าง ก่อให้เกิดมิตรภาพและการเรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคม
   5. Intrapersonal Intelligence การรู้จักตนเอง การเข้าใจลักษณะนิสัยของตนเองและแสดงออกของตนเองอย่างเหมาะสม วัยนี้เด็กๆต้องฝึกควบคุมอารมณ์ตนเองให้มั่นคงขึ้น
   6. Naturalist Intelligence เข้าใจสิ่งรอบตัวเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม ธรรมชาติที่เด็กๆพึ่งพาอาศัย เช่น ถ้าฝนตกไม่ออกไปตากฝน..เดี๋ยวจะเป็นหวัด..
   7. Existential Intelligence เข้าถึงการดำรงอยู่ของชีวิต เป็นการเสริมสร้างทักษะทางจิตใจให้ลูกได้ผ่านการปรับตัว เป็นการทำงานกลุ่ม การอยู่ในสนามกีฬา การแข่งขัน   การเล่นกับเพื่อน
Step III อนุบาลชั้นปีที่ 3
   8. Logical/Mathematical Intelligence ฝึกคิดอย่างมีเหตุผลการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหา การลำดับความคิด ตั้งสมมติฐาน เปรียบเทียบ เชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผล และพร้อมลงมือสำรวจโลกรอบตัวด้วยการปฏิบัติจริง
   9. Spatial Intelligence แม่นยำเรื่องมิติสัมพันธ์ ความสามารถในการมองภาพรวม การวางแผน การจัดระบบระเบียบ

      เด็กๆที่มีปัญญาในด้านไหนเด่นก็จะส่งเสริมให้เป็นเลิศ เด็กๆที่มีปัญญาด้านไหนด้อยก็จะมีกิจกรรมต่างๆพัฒนาให้ทัดเทียมกับเด็กคนอื่น เด็กๆที่เรียนกับเราจนจบอนุบาลชั้นปีที่ 3 จะต้องมีความพร้อมในทุกด้านก่อนเข้าสู่การเรียนในระดับประถมต่อไป
การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
Brain-Based Learning

    เมื่อการแพทย์เจริญขึ้น เทคโนโลยีมีความสามารถมากขึ้น บุคคลากรทางการศึกษามีความตระหนัก ความลับเกี่ยวกับสมองก็ได้รับการเปิดเผย สมองและเส้นใยสมองสามารถพัฒนาได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์จนถึง 6 ขวบ ถ้าสมองถูกใช้งานเส้นใยประสาทจะถูกสร้างเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าสมองไม่ถูกใช้งานเส้นใยเหล่านั้นก็จะถูกทำลายลง โรงเรียนอนุบาลหลานย่าโมได้ใช้กิจกรรมต่างๆเพื่อกระตุ้นการสร้างเส้นใยสมอง เช่น  Brain-Gym  โยคะอาสนะ  การฟังนิทาน  การฝึกความคิดรวบยอด(โดยใช้ตาราง 4 และ 6 ช่อง) ฯลฯ ซึ่งอยู่บนพื้นฐาน
     1.การทำให้เด็กตื่นตัวแบบผ่อนคลาย สร้างความท้าทาย ชวนให้ค้นคว้าหาคำตอบ 
     2.การทำให้เด็กจดจ่อในสิ่งเดียวกัน การเชื่อมโยงความรู้หลายๆอย่าง 
     3.การทำให้เด็กๆได้เรียนรู้จากการกระทำด้วยตนเอง ได้ทดลอง ประดิษฐ์ หรือเล่าประสบการณ์จริง

การเรียนการสอนแบบยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง
Child Centered

หลักการ
    เด็กจะต้องมีความสำคัญที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องขึ้นอยู่กับเด็กหมด เพราะการเริ่มต้นการเรียนสิ่งต่างๆ คุณครูก็จะมีแนวทางชี้แนะอย่างอ้อมๆอยู่ด้วย มีแนวปฏิบัติทีเหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก เช่น เด็กอายุ 3 ขวบ
กับเด็กอายุ 6 ขวบมีความสามารถและพัฒนาการที่แตกต่างกัน เด็กควรได้ใช้มือและประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้มาก
   สื่อที่ใช้ควรมีลักษณะที่หลากหลายเหมาะสมตามวัย ตามพัฒนาการของเด็ก ซึ่งทุกอย่างจะคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เด็กๆจึงมีโอกาสเลือกได้ตามความสนใจ ตามความสามารถของแต่ละคน

การสอนแบบโครงการ
Project Approach

หลักการ
  เป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนแบบใหม่ เป็นการศึกษาลงลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เขาสนใจ เรียนแบบให้เขารู้แจ้งไปทีละเรื่อง ส่วนใหญ่จะพาเด็กออกภาคสนามไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งเด็กๆและคุณครูจะได้ทำกิจกรรมต่างๆไปพร้อมๆกัน เด็กได้เรียนรู้และจดจำในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติทำให้เขาเกิดความสนใจในสิ่งต่างๆอย่างแท้จริง
  เด็กๆที่ได้เรียนแบบ Project Approach จะมีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ เพราะได้เรียนทฤษฏี และกระบวนหลักของวิทยาศาสตร์ นั่นคือ ตั้งสมติฐาน  ทดลอง และสรุปผล  เด็กจะกล้าคิด กล้าทำ อยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่างๆ เพื่อพิสูจน์หาความจริงและคำตอบจากสิ่งนั้น ทำให้เป็นคนหัวไวและเรียนรู้เรื่องใหม่ๆได้เร็ว เป็นขั้นเป็นตอน ที่สำคัญเด็กจะได้ประสบการณ์ตรงจากการทำงานต่างๆด้วยตนเองและกลุ่มเพื่อน

โปรแกรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาล ตามแนวของ Matal

หลักการ
    การสอนวิทยาศาสตร์ในระดับปฐมวัย เป็นการช่วยให้เด็กๆเข้าใจกระบวนการขั้นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และหนทางที่ตรวจสอบความรู้ที่ถูกต้อง โดยมุ่งให้ผู้เรียนเกิดปฏิสัมพันธ์กับโลกรอบตัว เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและรู้สึกรับผิดชอบต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยจุดมุ่งหมายเชิงเจตคติดังต่อไปนี้
- เพื่อช่วยให้เด็กเกิดความสนุกกับมีความสุขในการทำงานได้สำเร็จ กล้ายอมรับความจริงเมื่อเผชิญความล้มเหลว
- เพื่อพัฒนาจิตใจให้เปิดกว้างและรู้จักยืดหยุ่น เพื่อฝึกความสามารถที่จะให้และรับการวิพากษ์วิจารณ์
- เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่ม และความตระหนักในสุนทรี และส่งเสริมการทำงานเป็นหมู่คณะ